มจธ. เปิด Residential Colleges แห่งแรกในไทย

มจธ. เปิดตัว Residential Colleges แห่งแรกในประเทศ ใช้รูปแบบการเรียนของ Oxbridge (Oxford และ Cambridge) มุ่งเป้าวิชาการควบคู่บ่มเพาะคนดี ทุ่มงบกว่า 280 ล้าน สนับสนุนค่าเล่าเรียน 5 รุ่นแรก นักเรียน 250 คน จาก 50 โรงเรียนดัง รอลุ้นร่วมเรียนปีการศึกษาแรก 2556 ใน College 1 ภายใต้ชื่อ “อาศรมหว้ากอ”ด้านจังหวัดราชบุรีเฮ!ได้ศูนย์กลางการศึกษามหาวิทยาลัยในเขตตะวันตกเฉียงใต้

                สืบเนื่องจากในสมัยท่านบรรหาร ศิลปะอาชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ทุกมหาวิทยาลัย ต้องมีวิทยาเขตประจำจังหวัด 1 แห่งเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้คู่ธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีควบคู่งานวิจัย บ่มเพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ได้ความรู้พร้อมก้าวสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                ในสังคมยุคปัจจุบัน  มหาวิทยาลัยไทยไม่อาจทำหน้าที่เพียงให้ความรู้เฉพาะวิชาการเท่านั้น หากแต่ต้องเร่งสร้างคนดีด้วยการไม่ละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคม เร่งบ่มเพาะคนดีตามบริบทของสังคม ด้วยเหตุนี้ ดร.สมชาย จันทร์ชาวนา รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงได้ดำเนินการตามแนวคิด Residential Colleges ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยพร้อมเปิดสอนนักศึกษารุ่นแรกแล้วในปีการศึกษา 2556 นี้

                “ปัจจุบันทุกคนเรียนเพื่อนำความรู้ไปทำงานสร้างรายได้ให้ตัวเองมีความสุข คนที่เรียนหนังสือเป็นคนที่ได้รับโอกาส รู้จักกฎกติกาของสังคม รู้จักการเอาตัวรอด มีอำนาจ และเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นการเรียนมหาวิทยาลัยคือขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคม ถ้ามหาวิทยาลัยยังคงนิ่งเฉยและป้อนแต่ความรู้ ละทิ้งการบ่มเพาะความเป็นพลเมืองที่ดีอย่างนี้ต่อไป คงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในอนาคต” ดร.สมชายกล่าว

        ดร.สมชาย กล่าวว่า Residential Colleges แห่งแรกในประเทศไทย ได้แนวคิดจาก Oxford และ Cambridge แห่ง สหราชอาณาจักร รวมถึง Harvard และ Yale แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวคิดการพัฒนาปฏิสัมพันธ์ เพื่อพัฒ00000นาคน เพื่อไปพัฒนาสังคม โดยใช้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) วิทยาเขตราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอจอมบึง เป็นพื้นที่ดำเนินการสอน บนเนื้อที่ประมาณ 1,200 ไร่ และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนจัดซื้อที่ดินเปล่าโดยรอบเพิ่มเติมอีก 1,500 ไร่ เพื่อป้องกันแหล่งมอมเมาต่างๆ ที่อาจรุกล้ำเข้ามาตั้งใกล้มหาวิทยาลัยในภายหน้า

อย่าง Oxford เป็น Residential Colleges ที่เปิดมาเกือบหนึ่งพันปีเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีกำแพงรั้วเหมือนมหาวิทยาลัยในไทยแต่เป็นเมือง Oxford ทั้งเมืองคือ มหาวิทยาลัย Oxford ลักษณะคล้ายชุมชน คนที่จะเรียนมหาวิทยาลัยต้องไปอาศัยอยู่ในชุมชนนั้น หรือเรียกง่ายๆ ว่า นักเรียนประจำ เนื่องจากมหาวิทยาลัยอยู่ห่างออกไป

ด้วย Colleges เล็กๆ ประมาณ 38 แห่งรวมกันเรียกว่ามหาวิทยาลัย Oxford ในแต่ละ Colleges มีนักศึกษาปริญญาตรี โท เอก เรียนและอาศัยรวมกันประมาณ 400-500 คน มีครูใหญ่ อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ดูแล แต่ละ Colleges ประกอบไปด้วยอาคาร 2-3 หลัง
มีการเรียนการสอนครบทุกสาขาวิชามีนักศึกษาสาขาละ 2-5 คน ยกตัวอย่างการเรียนในชั่วโมงบรรยาย เช่น นักศึกษาที่เรียนคณะวิศวฯ จากทุก Colleges ต้องไปเรียนวิชาบรรยายที่อาคารเรียนรวมของคณะวิศวฯ ซึ่งลักษณะชั่วโมงบรรยายเป็นการเรียนทฤษฎีและหลักการโดยมีผู้เชี่ยวชาญมาเป็นผู้บรรยาย และหลังจากนั้นจะมีการเรียนชั่วโมงเรียนกลุ่มย่อยที่ Colleges ของตน ชั่วโมงบรรยายนักศึกษามีอิสระที่จะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ และถ้าหากมีการบ้านจากชั่วโมงบรรยาย นักศึกษาจะต้องกลับไปทำแล้วนำไปส่งอาจารย์ในชั่วโมงเรียนกลุ่มย่อยที่ Colleges ของตน เนื่องจากในชั่วโมงนี้อาจารย์ประจำ Colleges  จะทำการสอนสิ่งที่เด็กเรียนมาจากชั่วโมงบรรยายรวม เพื่อสอนลงรายละเอียด วิธีคิด การคำนวณ การประยุกต์ต่างๆ อย่างเข้มข้น  โดยอาจารย์ 1 ท่าน ต่อนักศึกษาไม่เกิน 5 คน และทุกคนต้องเข้าชั่วโมงเรียนกลุ่มย่อย เพื่อแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักศึกษาด้วยกันและกับอาจารย์  แต่หากนักศึกษาไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เลยอาจไม่ผ่านการเรียนวิชานั้นๆ ซึ่งการเรียนกลุ่มย่อยนี้ก็เพื่อเตรียมความรู้สำหรับการสอบที่นักศึกษาจากทุก Colleges ต้องไปสอบที่ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย โดยส่วนกลางจะเป็นผู้ออกข้อสอบและประเมินผลโดยไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์พี่เลี้ยงใน Colleges เลย ทำให้นักศึกษามีความผูกพันกับอาจารย์เสมือนเป็นพี่เลี้ยงที่คอยฝึกซ้อมให้นักกีฬาก่อนลงแข่ง แต่ละ Colleges  ก็มีการเปรียบเทียบกันอยู่ด้วย โดยใช้ผลคะแนนการสอบของนักศึกษาระดับปริญญาตรี

ทั้งนี้ ดร.สมชาย ได้กล่าวถึงแผนการพัฒนา มจธ. ราชบุรีให้เป็น Residential  Colleges  ว่ามีสิ่งที่ต้องคำนึงหลักๆ  5 ประการ คือ Membership & Administrative Structure โดยใน  College  แรก จะรับนักศึกษาประมาณ 400 คน ซึ่งในปีการศึกษา 2556 เปิดรับนักศึกษากลุ่มแรกเพียง 200 คน และในปีถัดไปจะรับเพิ่มอีก 200 คน   ประการที่สองคือ Buildings and Grounds ซึ่งปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว 1 College  พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ มี 3 อาคาร สนามหญ้าอยู่ตรงกลาง มีร้านค้าสะดวกซื้อ มีห้องพบปะสังสรรค์ของนักศึกษาระดับต่างๆ  ห้องเรียนกลุ่มย่อย ห้องพัก รวมถึงห้องอาหารที่สามารถรองรับนักศึกษาทุกคนใน College สำหรับการรับประทานอาหารพร้อมกันได้ โดยแต่ละ College จะมีพื้นที่ส่วนตัวล้อมรั้วด้วยต้นไม้  ซึ่งนักศึกษาจะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาภูมิทัศน์โดยรอบ College  เพื่อให้นักศึกษามีความรู้สึกว่า College ไม่ใช่สถานที่สำหรับเรียนเท่านั้น แต่ให้ความรู้สึกผูกพันเป็นเสมือนบ้านอีกหลัง  โดยตั้งเป้าว่าในอนาคตอาจมีถึง 10  Colleges  ประการที่สามคือ College life & Annual cycle  สร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยการทำกิจกรรมด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ไปเรียนด้วยกัน นอกจากนั้นจะเชิญบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ เช่น ทูตจากต่างประเทศมาบรรยายให้ความรู้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดแต่ละประเทศ และเปิดโลกทัศน์ให้แก่นักศึกษา อีกทั้งยังมีประเพณีการแข่งขันกีฬาระหว่าง College ซึ่งถ้าใครได้เป็นนักกีฬาของ College ที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจะได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับคนที่ได้เกียรตินิยมของมหาวิทยาลัยได้เลย สิ่งสำคัญประการที่สี่  Pastoral care  การดูแลเอาใจใส่ลูกศิษย์  เพื่อประคับประคองให้เรียนผ่านจุดสำคัญของชีวิตไปได้     ตลอดจนบ่มเพาะมารยาททางสังคม การแต่งกายอย่างเหมาะสมการให้เกียรติ และพัฒนาด้านคุณธรรม และสิ่งสำคัญสุดท้ายคือ Academic life   ด้วยการจัดให้มีชั่วโมงบรรยาย การเรียนกลุ่มย่อย การทำโครงงานเป็นทีม การฝึกฝนจิตสาธารณะ ทัศนศึกษาตามสถานที่ต่างๆ
            “ส่วนหลักสูตรที่ใช้กับ Residential Colleges เป็นหลักสูตรเดียวกันกับ มจธ. แต่นำมาพัฒนาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างเช่นชั่วโมงบรรยาย จะบูรณาการเป็นกลุ่มวิชาด้วยการผนวกวิชาที่มีเนื้อหาใกล้เคียงเข้าด้วยกัน  โดยเรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงต่อกลุ่มวิชาเท่านั้น หลังจากนั้นเป็นการเรียนปฏิบัติ และการเรียนกลุ่มย่อย ทั้งนี้นักศึกษาที่ผ่านการเรียนแบบ Residential Colleges  ที่ราชบุรีเป็นเวลา 2 ปีแล้ว เมื่อขึ้นปี 3 จะต้องย้ายกลับมาเรียนที่ มจธ. (บางมด) เหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยปกติ เพื่อกลับมาเรียนรู้การอยู่ในสังคมที่ใหญ่กว่าก่อนออกไปทำงาน และในอนาคตเราจะมีหลักสูตรเฉพาะบุคคล คือนักศึกษาจะเป็นผู้จัดหลักสูตรด้วยตัวเอง ตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตจะเป็นอะไร และเลือกวิชาที่ต้องการเรียนโดยมหาวิทยาลัยมีหน้าที่จัดหาผู้เชี่ยวชาญมาสอน” ดร.สมชายกล่าว
            ในส่วนของค่าเล่าเรียนเทอมละประมาณ 58,000 บาท คาดว่านักศึกษารุ่นแรกๆจะได้รับการสนับสนุนจาก มจธ. แต่ทั้งนี้นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารเอง สำหรับนักศึกษาจากพื้นที่ชายแดนห่างไกลทั้งภาคเหนือและภาคใต้ มหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาเพิ่มให้เพราะต้องการเปิดโอกาสอย่างทั่วถึง ซึ่งขณะนี้ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสนใจเรื่อง Residential Colleges ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จีน เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ก็ให้ความสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศสิงค์โปรได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Yale ก่อตั้ง Residential Colleges และรับนักศึกษาในปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
            ทั้งนี้ ดร.สมชายได้กล่าวเพิ่มเติมว่า Residential Colleges จะใช้ชื่อในภาษาไทยว่า “อาศรม”  ซึ่งมีความหมายว่าที่อยู่ของผู้มีศีล หรือที่อยู่ของคนดี เพราะ Residential Colleges ของ มจธ. ราชบุรีเป็นที่บ่มเพาะคนดีและคนเก่ง และหากได้รับความเห็นชอบ Residential Colleges แรกที่กำลังจะเปิดนี้จะมีชื่อว่า "อาศรมหว้ากอ"

เผยผลวิจัยการปลูกพืชอาหารสลับพืชพลังงานในนาข้าวช่วยลดมีเทนได้จริง


ทีมวิจัย มจธ.ใช้พื้นที่วิทยาเขตราชบุรี  ทดลองปลูกพืชอาหารคือข้าวสลับกับพืชพลังงาน เช่น ข้าวโพดที่ใช้ทำไบโอแก๊ส และข้าวฟ่างหวานใช้ทำเอทานอล เพื่อศึกษาผลการปล่อย
“ก๊าซมีเทน” และการกักเก็บ “คาร์บอนในดิน” เพื่อลดปัญหาโลกร้อน  เผยผลทดลองสามารถลดก๊าซมีเทนได้จริง และที่สำคัญคือได้ผลผลิตจากพืชเท่าเดิม ส่วนการกักเก็บคาร์บอนในดินยังต้องรอเวลาระยะหนึ่ง

ตัวการของ “โลกร้อน” คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่เพิ่ม จนกั้นรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ซึ่งควรจะสะท้อนออกจากโลกให้กลับมาอยู่บนผิวโลกอีกครั้ง จนเป็นสาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น  ซึ่งตัวการใหญ่ของก๊าซเรือนกระจกคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีปริมาณร้อยละ 77 ของประมาณการก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในบรรยากาศ ปัจจุบันความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 380 ส่วนในล้านส่วน  อย่างไรก็ตามก๊าซเรือนกระจก ไม่ได้มีเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังมีก๊าซอื่นๆ อีก เช่น ก๊าซมีเทน ซึ่งมีศักยภาพทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า และก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่มีค่าดังกล่าวมากถึง 310 เท่า และยังมีก๊าซฟลูออโรคาร์บอน 3 ชนิดที่รวมเรียกกันว่า F gas ได้แก่ Hydrofluorocarbon (HFC), Perfluorocarbons (PFCs) และ Sulphur hexafluoride (SF6),
            “ก๊าซมีเทน” มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากกระบวนการตามธรรมชาติ เนื่องจากการทำนาข้าว ปศุสัตว์ รวมถึงการเผาไหม้มวลชีวภาพ การใช้และเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ  นั่นคือนอกเหนือจากเป็นผลของการเผาผลาญน้ำมัน ยังมี ส่วนเกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรกรรมอีกด้วย  ทั้งนี้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) รายงานว่า ภาคการเกษตรมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 15-20% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยสู่บรรยากาศ สำหรับประเทศไทย การปลูกข้าวที่มีน้ำขังนั้นปล่อยก๊าซมีเทนเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน หลายโรง นั่นหมายความว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนขนาดใหญ่
        รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)   เปิดเผยว่า  เพื่อตอบปัญหาดังกล่าวข้างต้น ตนและทีมวิจัยจาก JGSEE จึงทำการศึกษาผลกระทบของการปลูกพืชพลังงานหมุนเวียนในนาข้าวต่อการกักเก็บคาร์บอนในดินและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตราชบุรี เพื่อวัดการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับมีเทนในนาข้าว“แนวคิดของงานวิจัยเรื่องนี้เกิดจากความคิดที่ว่าบริเวณด้านหลังของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) วิทยาเขตราชบุรีเป็นพื้นที่นาข้าว ซึ่งนาข้าวของจังหวัดราชบุรีนั้นเป็นนาน้ำฝน

ปลูกข้าวได้ปีละ  4 เดือน เท่านั้น ที่เหลืออีก 8 เดือนพื้นที่จะถูกปล่อยทิ้งร้างไว้  ทีมวิจัยจึงพยายามนำช่วง 8 เดือนที่เหลือทดลองปลูกพืชพลังงาน โดยปลูกสลับกันไประหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน เพื่อลดปัญหาด้านการแข่งขันระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน  ทั้งนี้พืชพลังงานที่นำมาปลูกจะเป็นพืชที่อายุสั้นและพืชที่ปลูกได้นาข้าว และที่สำคัญต้องปลูกสลับกับข้าวได้  ทีมวิจัยจึงเลือกปลูกข้าวโพดกับข้าวฟ่างหวาน  โดยข้าวฟ่างหวานสามารถนำไปทำเอทานอลได้ ส่วนข้าวโพดนำไปทำไบโอแก๊ส แต่ทีมวิจัยก็ยงมองพืชอีก 2 – 3 ตัว แต่ยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะเป็นพืชชนิดใด เช่น ทานตะวัน เป็นต้น”

                 รศ.ดร.สิรินทรเทพ กล่าวต่อว่า  งานวิจัยนี้เริ่มดำเนินการมาได้ 3 –  4 ปีแล้ว  โดยการปลูกจะแบ่งเป็นทรีตเมนต์   โดยนาที่เป็นตัวคอนโทรลจะปลูกแต่ข้าวอย่างเดียว   ส่วนพื้นที่ทดลองจะปลูกพืชอาหารกับพืชพลังงานหมุนเวียนกันไป เช่น ฤดูนี้ปลูกข้าว ฤดูถัดไปปลูกข้าวฟ่างหวาน ปลูกข้าว และปลูกข้าวฟ่างหวาน  ส่วนอีกแปลงหนึ่งก็ปลูกข้าว ฤดูถัดไปก็ปลูกข้าวโพด เสร็จแล้วก็ปลูกข้าว ต่อด้วยข้าวโพด สลับกันไป
งานวิจัยเรื่องการศึกษาผลกระทบของการปลูกพืชพลังงานหมุนเวียนในนาข้าวต่อการกักเก็บคาร์บอนในดินและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นการศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบต่างๆ นั้นส่งผลทำให้คุณสมบัติของดินและปริมาณคาร์บอนที่สะสมในดิน ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่นั้นเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงปริมาณคาร์บอนที่สะสมในดิน และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ จากการจัดการพื้นที่เกษตรด้วยการปลูกพืชพลังงานหมุนเวียนในนาข้าว ซึ่งเป็นการเพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพขึ้น

การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการปลูกหมุนเวียนในปี 2553 – 2554 โดยปลูกพืชพลังงานในหน้าแล้ง (กุมภาพันธ์ – กรกฏาคม) และปลูกข้าวในหน้าฝน (สิงหาคม – ธันวาคม)

โดยการทดลองมี 4 ระบบได้แก่ 1)ที่ดินว่างเปล่า-ข้าว 2)ข้าวโพด-ข้าว 3)ข้าว-ข้าว และ 4) ข้าวฟ่างหวาน-ข้าว เพื่อประเมินค่าการสะสมคาร์บอนในดิน โดยใช้วิธีการมวลดินเทียบเท่า (Equivalent soil mass;ESM) และวิเคราะห์ความเข้มข้นของก๊าซมีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรัสด้วยเครื่อง Gas Chroma พบว่า ปริมาณการปล่อยมีเทนในนาข้าวลดลง  และผลผลิตที่ได้ไม่ต่างจากเดิมเท่าไร  ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียนเช่นนี้ก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ทั้งลดการปล่อยมีเทนในนาข้าวลดลงและผลผลิตที่ได้ไม่ต่างจากเดิมเท่าไร ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียนเช่นนี้ก่อให้

เกิดประโยชน์หลายอย่าง ทั้งลดการปล่อยมีเทนในนาข้าว  ได้ผลผลิตพืชพลังงาน และได้เพิ่มความสมบูรณ์ในดิน  นอกจากนี้ทีมวิจัยดูเรื่องคาร์บอนที่อยู่ในดินด้วยว่า ถ้าปลูกหากเราปลูกพืชหมุนเวียนสลับการไปนานๆ 5 -6 ปีไปนานๆ จะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ดินแทนที่จะปล่อยออกมาแต่ยังขาดเรื่องการวิเคราะห์ผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งในอนาคตคงต้องทำต่อไป

                 “การวิจัยนี้หากเกิดผลสำเร็จจะทำให้การทำการเกษตรของไทยเป็นการเกษตรที่ยั่งยืน (Sustainable Agriculture) ยิ่งขึ้น  เพราะถ้ามีการนำเรื่องทางเศรษฐกิจเข้ามาคำนวณด้วยแล้ว จะทำให้เราเห็นว่าการทำการเกษตรแบบนี้จะก่อให้เกิดผลดีกับเกษตรกรไทยได้อย่างไร   อย่างไรก็ตามแม้ผลผลิตที่ได้จะออกมาดีแต่การขยายผลสู่สู่ประชาชนในพื้นที่ต้องรอผลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนก่อน”

นักวิจัย มจธ.วิจัยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในป่าเต็งรัง/คาร์บอนในดิน
หวังใช้เป็น “ข้อมูล” วางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

            นักวิจัย มจธ.ใช้พื้นที่วิทยาเขตราชบุรี ศึกษาวิจัยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในป่าเต็งรัง และคาร์บอนในดิน  เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกขณะ  ระบุผลวิจัยพบว่าป่าเต็งรังมีความสามารถในการปรับตัวต่อความความแปรปรวนภูมิอากาศได้สูง สามารถทนแล้งได้นาน เมื่อมีฝนตกก็สามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็ว เหมือนไม่เคยพบกับสภาพอากาศแห้งแล้งมาก่อน และที่สำคัญคือมีอัตราการดูดซับก๊าซเรือนกระจกไม่ต่างกับฤดูปกติ  ส่วนการเพิ่มคาร์บอนในดินทำได้โดยใช้ Bio-char ใส่ลงในแปลงปลูก พบช่วยเพิ่มคาร์บอนในดิน สภาพดินและผลผลิตดีขึ้น

 
        รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง  นักวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงเหตุผลของการทำวิจัยเรื่อง “วัฏจักรคาร์บอนกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ”  ว่า ปัจจุบันภูมิอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือ คาร์บอน กอปรกับประเทศไทยยังมีข้อมูลเรื่องวัฏจักรคาร์บอนอยู่น้อย จึงคิดทำวิจัยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยที่ทำมี 2 ส่วนคือ 1. การจัดตั้งสถานีตรวจวัดจุลอุตนิยมวิทยาในป่าเต็งรัง และ 2. การวิจัยเรื่องคาร์บอนในดิน ซึ่งงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ดำเนินการอยู่ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)  วิทยาเขตราชบุรี
 

        รศ.ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า  งานวิจัยเรื่องการจัดตั้งสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยาในป่าเต็งรัง(Micrometeorology Laboratory) นี้ เป็นการศึกษาเกี่ยวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของป่าเต็งรัง ทั้งเพื่อที่จะได้วางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต   เรารู้กันดีว่า “ป่า” มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ รวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ ประชากรของไทยหลายล้านคนล้วนพึ่งพิงป่า ไม่เว้นแม้แต่คนเมืองที่ต้องพึ่งพิงป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ถ้าเรารู้ว่าป่าในอนาคตของเราภายใต้ภาวะโลกร้อนจะเป็นอย่างไร  เราก็จะสามารถบอกได้ว่าฐานทรัพยากรของเราที่อยู่ในป่าจะดีขึ้นหรือด้อยลงอย่างไร  ถือเป็นภาพใหญ่ที่คนไทยต้องรู้ เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมต่อไป

 

 “เราเริ่มติดตั้งสถานีตรวจวัดนี้เมื่อปี พ.ศ.2551  ผลที่ได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น ในช่วง 3 – 4 ปีทีผ่านมา มีอยู่ปีหนึ่งที่ประเทศไทยแล้งมากกว่าปรกติ  แต่พบว่าป่าเต็งรังที่ราชบุรีมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี  และเมื่อฝนตกป่าเต็งรังก็สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่  เหมือนกับว่าไม่เคยเจอกับภัยแล้งมาก่อน  ต้นไม้ทุกต้นสามารถแตกกิ่งก้านสาขา และสามารถดูดซับคาร์บอนได้ ซึ่งจากการคำนวณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในป่าเต็งรังเปรียบเทียบกับฤดูปรกติกับช่วงปีที่ฝนแล้งทั้งปี พบว่า ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในป่าไม่แตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นหมายความว่าป่าเต็งรังมีความสามารถในการทนแล้งได้สูง ซึ่งในอนาคตหากประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง หรืออุณหภูมิปรับตัวสูงขึ้น ป่าเต็งรังของไทยจะมีโอกาสรอดสูงมาก”
รศ.ดร.อำนาจ กล่าวต่ออีกว่า  ปัจจุบันพื้นที่ป่าเต็งรังในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ถือว่ามีพื้นที่มากเป็นลำดับที่ 3 รองจากป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ซึ่งหากเป็นไปได้ตนอยากให้มีการศึกษาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากป่าทั้ง 3 แบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาแชร์กันเพื่อใช้ประโยชน์เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรป่าต่อไปในอนาคต  แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องรีบสร้างโดยเร่งด่วนคือ “บุคลากร”  ถ้าเทียบกับต่างชาติเรามีความรู้เรื่องนี้น้อยมากและคนมักมองไม่เห็นคุณค่า  เพราะผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมันอยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ 

 
ถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จะเกิดได้ต้องเป็นระยะยาว แต่เราก็จำเป็นต้องสร้างคนไว้รองรับเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ
 

 “ ผมสามารถพูดได้เลยว่าจริงๆ แล้วเสานี้เมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้วใช้เทคนิคค่อนข้างสูงมาก  และในเมืองไทยไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย  คนเดียวก็ไม่มีใครรู้  เราไม่มีคนจริงๆ  แต่เรามีเสาก่อนหน้านั้นเพราะว่าญี่ปุ่นสร้างให้ เขาให้เราวัด เราก็วัดให้เขาโดยไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้คืออะไร  เมื่อได้ข้อมูลมาก็ส่งกลับให้ญี่ปุ่น เราไม่รู้ข้อมูลดิบอะไรเลยนอกจากข้อมูลที่เขาวิเคราะห์มาให้แล้ว  แม้แต่เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้เราก็ไม่มี  ผมก็พยายามหานักศึกษาปริญญาเอกให้เข้ามาทำเพื่อให้เขาได้เรียนรู้และนำไปขยายผลต่อ”

 

                องค์ความรู้นี้เป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต  เพราะเราต้องรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบกับป่าของประเทศไทยอย่างไร หากป่าสามารถปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ก็เป็นเรื่องดี แต่หากป่าไม่สามารถปรับตัวได้ เราก็ต้องเข้าไปจัดการ การจัดการในที่นี้หมายถึงทั้งจัดการป่าและจัดการมนุษย์  จัดการป่าคือช่วยให้ป่าอยู่ได้  ส่วนจัดการมนุษย์คือให้มนุษย์สามารถอยู่กับสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงได้
                “ข้อมูลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นข้อมูลสำคัญ ถ้าอยากจะรู้ว่าในอนาคตโลกเป็นอย่างไร  ข้อมูลของประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นข้อมูลหนึ่งที่จะต้องใส่เข้าไปในสมการของโลก  เพื่อดูว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ตอนนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นกล่องดำอยู่ ทั้งที่พื้นที่นี้มีพื้นป่าเยอะมาก และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ เพราะองค์ความรู้ด้านนี้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังล้าหลังอยู่มาก  เราอยากสร้างบุคลากรด้านนี้เพิ่มขึ้น คนที่ทำเรื่องนี้ในบ้านเรายังมีน้อย แต่ถ้าใครจบมาด้านนี้ตอนนี้ทุกคนอยากได้ ซึ่งมันอาจจะต้องคิดให้สุดว่าถ้าเราจะสร้างคนทางด้านนี้ต้องหาที่ให้เขาอยู่ (สถานที่ทำงาน ) เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพทำเงิน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ทำเงินก็ต้องสร้างความมั่นคงด้านอื่นให้เขา เพื่อให้เขาเลี้ยงครอบครัวได้ ใช้ชีวิตปรกติได้ จะช่วยผลักดันให้คนเข้ามาทำงานด้านนี้มากขึ้น”
                สำหรับสิ่งที่ตนอยากทำต่อในอนาคตคือการศึกษาเรื่องสรีระวิทยาของต้นไม้ในป่าว่า การที่ต้นแม้แต่ละต้นจะออกดอกหรือผลิใบสักหนึ่งใบมีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง  ซึ่งจะช่วยอธิบายถึงการปรับตัวของต้นไม้ได้เยอะมาก
                ส่วนงานวิจัยเรื่องคาร์บอนในดินนั้น เนื่องจากตนเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคหนึ่งที่สำคัญที่สามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนได้  กอปรกับที่วิทยาเขตราชบุรี เรามีพื้นที่ที่แปลงเกษตรทดลองอยู่แล้ว จึงทดลองวิธีการทำเกษตรหลากหลายรูปแบบเพื่อดูปริมาณคาร์บอนในดิน  เช่น  ถ้าใช้ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมีก๊าซเรือนกระจกจะออกมามากหรือน้อย  ถ้ามีก๊าซเรือนกระจกออกมามาก แล้วมันออกมาจากไหน ออกมาเมื่อไร และถ้าใส่ Bio-char (ถ่านชีวมวล) ซึ่งเป็นถ่านจากไม้แล้วจะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง
                “ถ้าเรานำถ่านไปส่องกล้องจุลทรรศน์ เราจะเห็นรูพรุนอยู่มากมาย ซึ่งรูพรุนนี้จะช่วยจับธาตุอาหารไว้  เช่น เวลาเราใส่ปุ๋ยเข้าไปแล้วฝนตก ปุ๋ยนั้นก็จะโดนชะล้างไปหมด แต่ถ้าเราใส่ถ่านชีวมวลซึ่งมีรูพรุนเยอะ ธาตุอาหารก็จะเข้าไปจับในช่องว่าง ไม่สูญหาย ช่วยให้จุลินทรีย์สามารถเติบโตได้  ทำให้การปลูกพืชดีขึ้น  และที่สำคัญคือการใส่ถ่านชีวมวลเข้าไปจะทำให้คุณลักษณะทางเคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ของดินเปลี่ยนแปลงไป  การระบายอากาศของดินดีขึ้น  และได้ผลผลิตดีขึ้นในที่สุด”
                รศ.ดร.อำนาจ กล่าวอีกว่า การวัดความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนในดินนี้ต้องใช้เทคนิคที่ค่อนข้างแม่นยำมาก เพราะองค์ประกอบของดินแต่ละพื้นที่แตกต่างกันมาก  สำหรับดินในไทยมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้เพราะไทยเป็นประเทศในเขตร้อนการเปลี่ยนแปลงของดินจึงมีสูง ไม่ว่าเราจะใส่อะไรลงไปจุลินทรีย์ในดินจะทำการย่อยสลายได้เร็วมาก  ซึ่งก็สมดุลกับสิ่งที่เราใส่ลงไปและก๊าซเรือนกระจกที่ออกมา แต่เท่าที่ศึกษามาพบข้อมูลดังนี้   1.แม้เราจะยังไม่มีข้อมูลว่าเราจะเพิ่มคาร์บอนในดินได้เท่าไร แต่เรารู้ว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้คาร์บอนในดินลดลงคือรักษาระดับคาร์บอนในดินให้คงอยู่เท่าเดิม หากทำได้ก็คือว่าสำเร็จระดับหนึ่ง  หลังจากนั้นจึงจะมาดูว่าเราจะเพิ่มคาร์บอนในดินได้อย่างไร  2.ใส่ Bio-char  ลงไปในดิน  ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นทางลัด เพราะ Bio-char  สามารถต้านทานการย่อยสลายได้นานหลายร้อยปี หากไม่มีการชะล้าง  Bio-char  ก็จะคงอยู่เช่นเดิม จากนั้นเราก็มาศึกษาว่าดินบ้านเราต้องใส่  Bio-char ขนาดเท่าไรและจำนวนเท่าไรจึงจะเหมาะสม  หรือใส่เท่าไรจึงจะอยู่ได้นานเป็นต้น

 

“เราเพิ่งทำการทดลองใส่ Bio-char ในแปลงปลูกข้าวฟ่างหวานได้ 2 – 3 ปี และพบว่าดินบริเวณดังกล่าวมีคาร์บอนเพิ่มขึ้น  และพืชเจริญเติบโตเร็วกว่าปรกติ  เมื่อเปรียบเทียบใส่กับไม่ใส่  แต่เรายังไม่รู้ว่าผลดีนี้จะอยู่นานเท่าไร  ตอนนี้เราปลูกพืชมาแล้ว 3 รอบ รอบที่ 1 ให้ผลผลิตดีมาก แต่รอบที่ 2 ผลผลิตเริ่มน้อยลง  ส่วนรอบที่ 3 ยังไม่มีข้อมูล แต่อย่างน้อยที่สุดเราสามารถลดการปล่อยคาร์บอนด้วยการนำถ่านชีวภาพไปฝังไว้ในดินได้ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ เราเอาโลกร้อนฝังใต้ดินแทน คือแทนที่เราจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเราก็ฝังมันเสีย  ผมเชื่อว่าในอีก 100 ปีข้างหน้ามนุษย์คงมีเทคโนโลยีดีๆ ที่จะแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้  หากเปรียบก็เหมือนกับการซื้อเวลาให้เราหาวิธีจัดการกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต”
อย่างไรก็ตามการใส่ Bio-char ลงไปในดิน เราไม่สามารถใส่ได้ทั้งหมด  ใส่ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เราสามารถบอกได้ว่าถ้าพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย 20 เปอร์เซ็นต์ใส่  Bio-char เข้าไปก็พูดได้ว่าเราเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยปล่อยออกไปทั้งประเทศแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วตนคิดว่าประเทศไทยมีความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แต่ต้องทำอย่างจริงจังและต้องมีการติดตามผลตลอดเวลา

 

 
“แนวทางลดคาร์บอนในดินมีหลายวิธี ที่เราทำอยู่ที่ราชบุรีในพืชที่แปลงเกษตรนั้นมีหลายเรื่อง เช่น การลดมีเทนในนาข้าว การจัดการน้ำ การปลูกข้าวกับพืชไร่สลับกัน   พืชหมุนเวียน   หรือการใส่ปุ๋ยก็ทำให้ก๊าซเรือนกระจกลดลง   การเพิ่มคาร์บอนในดินด้วยการใช้ Bio-char  การใช้ชีวมวล ซึ่งโดยรวมพบว่าสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้” 
 
   
   
   
   
   
   
   
 
 
หน้าแรก ชวนเที่ยว ชวนชิม ชวนชม ชวนคุย ประชาสัมพันธ์ สาระธรรม เชิงอนุรักษ์ บันเทิง
 
copyright©2010 www.kaomadoo.com All rights reserved.