วัดหงษ์ทอง เป็นวัดที่น่าสนใจวัดหนึ่ง สำหรับท่านที่ต้องการหาที่มาสงบจิตใจ ผึกจิต วิปัสสนา เดินจงกลม กรรมฐาน วัดนี้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะท่านจะได้รับกลิ่นอายของน้ำทะเล สูดรับอากาศอันบริสุทธิ์ ไม่อึกทึกครึกโครม ผมขอนำเสนอเลยครับว่า เลือกมาปฏิบัติที่นี่ไม่ผิดหวัง การเดินทางไม่ยากครับ อยู่ตรงถนนสุขุมวิทสายเก่า ถ้าท่านมาจากปากน้ำ แล่นตรงไปเรื่อย ๆ บนถนนสุขุมวิทสายเก่านี้ ผ่านแยกบางบ่อไปอีก จนถึงช่วงระหว่าง กม. 62 – 63 ทางเข้าวัดอยู่ขวามือ เห็นป้ายวัดชัดเจน ใกล้ๆกัน ก็มีรูปปั้นหงส์ทองตัวใหญ่เกาะให้เห็นเป็นสัญลักษณ์ชัดเจน

      วัดหงษ์ทอง ตั้งอยู่กลางทะเล เขตตำบลคลองสอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จากปากซอยทางเข้าแล่นตรงจนสุดทางเลี้ยวซ้ายไปตามทางที่แล่นลัดเลาะผ่านสองข้างทางบ่อเลี้ยงหอยแครงของชาวบ้านย่านนี้ ที่ว่าเป็นวัดน่าสนใจนั้น เมื่อท่านไปถึงจะสัมผัสได้ด้วยบรรยากาศแห่งความสงบ และโดดเด่นอยู่กลางทะเลจริง ๆ วัดนี้เปิดให้เป็นที่สำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป เข้ามาใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ถึงแม้สถานที่จะไม่กว้างขวางนักในการรองรับผู้เข้ามาปฏิบัตธรรมกัมมัฏฐาน แต่หลวงพ่อท่านก็ยินดี และตั้งใจที่จะให้วัดหงษ์ทองนี้เป็นแหล่งรวมของผู้คนที่ต้องการจะมุ่งส่งเสริมพุทธศาสนา การปฏิบัติไม่มีอะไรมากครับ เพียงยึดถือแนวทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ตั้งเท่านั้น ไม่มีกฏเกณฑ์อะไร ถ้าใครมาเป็นหมู่คณะจะหาวิทยากร หรือครูอาจารย์มาเป็นผู้ฝึกให้ทางวัดก็ไม่ขัดข้อง ถ้าไม่มีทางวัดก็มีพระ หรือแม่ชี เป็นพี่เลี้ยงคอยชี้แนะให้

      ที่พักก็ใช้ห้องพักที่มีอยู่แบ่งปันกันไป ถ้ามีจำนวนมาก ก็กระจายมาใช้พื้นที่ของศาลาส่วนกลางนอนรวมกัน ตามอัตภาพ ที่พักและศาลานี้จะตั้งอยู่กลางทะเล โดยถูกคั่นกลางด้วยสะพานไม้ทอดยาวเชื่อมโยงไปถึงทางเดินไปสู่สะพานปูนที่พาไปสู่อุโบสถ และเจดีย์บรรจะอัตถิของพระพุทธเจ้าตั้งเด่นอยู่กลางทะเลเช่นกัน มองไปไกลๆ จะเห็นทิวเขาฝั่งชลบุรีอยู่ลิบ ๆ
      ณ ตอนนี้ ทางวัดหงส์ทอง กำลังสร้างอาคารสำหรับใช้เป็นโรงทาน ชื่อว่าอาคารเหลียนลี โดยเป็นอาคารสามชั้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โปร่งโล่ง ลมพัดเข้าทั่วถึง เสาเข็มที่ฝังลงในทะเลหลวงพ่อท่านคำนวนอย่างดีเพราะต้องทำเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเล ชั้นล่างใช้สำหรับรับแขกเหลื่อผู้มาเที่ยวที่วัด และใช้เป็นที่ประกอบอาหารสำหรับที่มีผู้ใจบุญจะทำการจัดเลี้ยงทำบุญ ส่วนชั้นสองและชั้นสามใช้เป็นที่ฝึกกรรมฐาน สำหรับพระภิกษุ สามเณร แม่ชี รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไป
      งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหลังนี้มากอยู่ แต่หลวงพ่อก็ไม่มีนโยบายในการเรี่ยไร หรือให้ลูกศิษย์ไปรับบริจาคนอกสถานที่แต่อย่างใด ท่านถือว่าผู้ที่มีจิตศรัทธาที่เข้ามาเยี่ยมชมวัดหงส์ทองนั้น จะร่วมช่วยกันสมทบทำบุญตามศรัทธาหรือตามกำลังเพียงเท่านั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า วัดนี้เป็นวัดของพระพุทธเจ้า ดังนั้นสถานที่นี้จึงเป็นวัดเปิด ต้อนรับแขกทุกท่าน ไม่หวงห้าม ทุกห้อง ทุกหลังเข้าชมได้หมด
 

       ดังนั้นผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมประชาสัมพันธ์วัดหงส์ทอง หลวงพ่อท่านฝากบอกว่า ขอให้มาชมวัดกันเยอะ ๆ ถือว่าได้ร่วมกันทำบุญส่งเสริมพระพุทธศาสนาของเราให้รุ่งเรืองสืบต่อไปตราบนานเท่านานครับ
      ประวัติพระครูปรีชา ประภากร (พระอธิการปราชญ์ ปภากโร (ศรนิล) )
      หลวงพ่อนักพัฒนาแห่งวัดหงส์ทอง
      เดิมชื่อนายปราชญ์ ศรนิล เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2469 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีขาล ภูมิลำเนาเดิมอยู่อยู่ที่ หมู่ 13 ต.บางผึ้ง อ.บางประกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นบุตรชองคุณพ่อเที่ยง และคุณแม่นิ่ม ศรนิล
      ท่านเคยได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยไม่มีคู่แข่ง เมื่อตอนอายุ 52 ปี และได้ทำประโยชน์ไว้ให้แก่หมู่บ้านไว้อย่างมากมาย จนอายุได้ 57 ปี ได้เริ่มเห็นความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เพราะบั้นปลายชีวิตของท่านได้ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน จึงได้สั่งให้แม่บ้านได้ดูแลทรัพย์สิน และลูก ๆให้ดี หลังจากนั้นได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้ตัดสินใจเข้าอุปสมบท ณ วัดมงคลโสสิต (ต้นสน) โดยมีพระพรหมคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2527


      ปี 2528 ได้มาจำพรรษาที่วัดหงส์ทอง สอบได้นักธรรมชั้นโท หลังจากนั้นได้กราบลาเจ้าอาวาสออกธุดงค์ โดยไม่ได้ศึกษาพระปริยัติต่อไปอีก ท่านออกธุดงค์อยู่ 6 ปีโดยมิได้เข้าสังกัดวัดใดวัดหนึ่ง ไม่ขึ้นกับใคร โดยมีจิตใจมุ่งตรงต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงท่านเดียว เมื่อเวลาเข้าพรรษาก็จำพรรษาตามป่า ตามเขา และได้เข้าศึกษาในสำนักวัดต่าง ๆ เช่นสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี ของท่านอาจารย์พุทธทาส วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ ของท่านอาจารย์จำเนียร ฯลฯ ตลอดจนออกธุดงค์ไปในต่างแดนประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย เนปาล มาเลเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา พม่า ลาว เขมร สั่งสมประสบการณ์อย่างมากมาย
      ขณะนั้น เจ้าอาวาสทางวัดหงส์ทอง ได้มรณภาพติดต่อกันถึงสองรูปด้วยกัน ญาติโยมทางวัดจึงได้นิมนต์ท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดหงส์ทอง ท่านเห็นว่าตลอดเวลาที่ท่านได้ออกธุดงค์ ได้สั่งสมประสบการณ์มามาก ประกอบกับความรู้ ความสามารถที่ท่านมีอยู่เพียงพอที่จะรับภาระนี้ได้จึงได้ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส

      เดิมที วัดหงส์ทองมีเนื้อที่ถึง 21 ไร่ 2 งาน แต่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ จนเหลือเนื้อที่อยู่เพียง 8 ไร่ ท่านเกรงว่าถ้าปล่อยเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าน้ำทะเลจะกลืนพื้นที่ของวัดไปจนหมด จนเหลือไว้แต่เพียงชื่อวัดเท่านั้น ท่านตัดสินใจสิ่งแรกคือ การสร้างเขื่อนหินกั้นน้ำทะเล บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างภายในวัดให้ดีขึ้นตามลำดับ ตลอดจนซ่อมแซมทางเข้าหมู่บ้าน และเข้าวัดให้มีการคมนาคมได้สะดวกขึ้น มีการพัฒนาบริเวณรอบวัดให้ร่มรื่น น่ามอง สร้างกฏเกณฑ์ภายในวัดให้มีระบบ ระเบียบ สั่งห้ามไม่ให้มีการเสพสิ่งเสพติดภายในวัด ไม่ดื่มของมึนเมาทุกชนิด ภิกษุ สามเณร ไม่ให้มีการเปิดดูโทรทัศน์ ฟังเพลง มีให้มีการเล่นการพนันทุกชนิด ไม่ให้มีการจัดตั้งมหรสพทุกชนิดให้เป็นที่ครหา ตลอดจนไม่ให้พระสงฆ์ออกเรี่ยไรเงินชาวบ้านแต่อย่างใด ให้พระเณร สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ตามกฎระเบียบของวัดอย่างเคร่งครัด
      ปัจจุบัน ทางวัดหงส์ทองได้พัฒนาศาสนสถาน สิ่งปลูกสร้างไปมากมาย และเช่นเดียวกัน ยังมีสิ่งปลูกสร้างอีกหลายอย่างที่กำลังดำเนินการไปตามแผนพัฒนาที่วางไว้ เพื่อให้เป็นสถานที่รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไปร่วมกันทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไป พร้อมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้อยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

   
 
 
 
 
หน้าแรก ชวนเที่ยว ชวนชิม ชวนชม ชวนคุย ประชาสัมพันธ์ สาระธรรม เชิงอนุรักษ์ บันเทิง
 
copyright©2010 www.kaomadoo.com All rights reserved.