เที่ยวบึงกาฬ จังหวัดน้องใหม่ที่ 77

          จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ผมเคยคิดอยากจะไปหลายครั้งแต่ยังไม่มีโอกาสและจังหวะ มาคราวนี้ได้มีผู้ใหญ่ใจดีเป็นถึงท่านผู้อานวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชิญชวนให้ร่วมทริปเปิดเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวทั้งเชิงศาสนา วัฒนธรรม พร้อมทั้งท่องเที่ยวรูปแบบเชิงอนุรักษ์ ไม่รอช้าตกปากรับคาทันที
          จังหวัดบึงกาฬได้รับการจัดตั้งโดยผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2553 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และออกเป็นพระราชบัญญัติในวันที่ 22 มีนาคม 2554 ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดโดยประมาณ
4,305 ตารางกิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพฯ 751 กิโลเมตร จะว่าไกลก็ไม่ใช่ ใกล้ก็ไม่เชิง แต่ด้วยชื่อที่ใหม่ ยังมีความสดใสให้ใครได้หลงใหลดั้นด้นมาเป็นลาดับ
ครั้งนี้เราเดินทางด้วยเครื่องบิน มาลงที่อุดร แล้วนั่งรถตู้ย้อนล่องลงมาไม่มากเท่าไรประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อเป้าหมายแรกที่จะทาความรู้จักกับจังหวัด บึงกาฬ อีกหนึ่งจังหวัดแห่งภาคอีสานที่เปี่ยมไปด้วยความมหัศจรรย์แห่งศรัทธา จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาอีกที่ก็ว่าได้ เรากาลังไปที่ “ภูทอก” “วัดเจติยาคีรีวิหาร”
           วัดเจติยาคีรี หรือ (วัดภูทอก) ตั้งอยู่ที่อาเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ จัดเป็นวัดที่น่าจับตาน่าทึ่งอีกวัดหนึ่งของบึงกาฬ มีความพิเศษอยู่ตรงที่ตั้งตระหง่านบนเพิงผาสูงของภูเขา ด้วยความสูงถึงเจ็ดชั้น ซึ่งแต่ละชั้นไม่ใช่ต่า ๆ ใครที่กาลังกายไม่ดีพอ ขอบอกว่า อย่าประมาท
          พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ถือเป็นพระนักปฏิบัติอีกท่านหนึ่งของบึงกาฬ เพราะท่านต้องการสร้างไว้เพื่อสาหรับปฏิบัติบาเพียรธรรมของภิกษุ-สามเณร และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ภายในอาณาบริเวณจึงมีความเงียบสงบ ร่มเย็น แวดล้อมด้วยป่าเขา แมกไม้ ธรรมชาติที่โอบล้อมวัดบนภูผานี้
          ความน่าอัศจรรย์ที่แฝงไว้ด้วยความศรัทธาของ วัดเจติยาคีรี แห่งนี้ ขอบอกว่าเมื่อใครได้มาสัมผัสพร้อมความมุ่งมั่นด้วยใจที่เปี่ยมล้นด้วยความเลื่อมใสแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับความศรัทธาที่ท่านได้อธิษฐาน อย่าลืมนะครับ วัดที่สร้างอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแห่งขุนเขา ป่าไม้ ย่อมมีรุกขเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพารักษ์ และอานิสงส์ของพลังบารมีของหลวงพ่อพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ พร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุ-สามเณร
รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่มาร่วมปฏิบัติธรรม พลังบุญที่หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในที่นี้ ผมได้สัมผัสมาแล้วจึงต้องขอขอบคุณท่านผู้ใหญ่ที่ได้เชิญผมมารู้จักที่เรียกว่า ท่องเที่ยวเชิงศาสนา
เส้นทางการเดินขึ้นไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละชั้นที่มีอยู่ด้วยกันถึง 7 ชั้น หรือที่เรียกว่า สวรรค์ชั้น 7 ช่วงแรกตั้งแต่ชั้นที่ 1 จนถึงชั้น 5 จะเป็นบันไดไม้ พร้อมราวจับสองข้างทาง จะมีลักษณะค่อนข้างลาดชัน
ขอแนะนาผู้ที่จะขึ้นควรให้ความระมัดระวังให้ดี ยิ่งถ้าขึ้นช่วงหน้าฝนควรหารองเท้าที่ยึดเกาะได้ดีเป็นพิเศษหน่อย เพราะอาจจะลื่นได้ อยากจะบอกว่า ผู้สูงอายุที่กาลังขาไม่ค่อยดีไม่แนะนา ขึ้นได้แต่ต้องระวังหรืออยู่ในการดูแลของลูกหลานเป็นอย่างดี
ถามว่าที่นี่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยตรงหรือไม่ เหมือนกับวัดทั่วไปครับ ที่คนไปกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป ก็จะแวะเวียนถ่ายภาพเก็บบรรยากาศทั่วไป แต่ข้อแตกต่างของที่นี่ คือมีเจดีย์อยู่ด้านล่างให้กราบสักการะ
ส่วนการขึ้นไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขา เมื่อขึ้นบันไดผ่านไปชั้นที่ 5 – 6 แล้ว ท่านจะได้พบกับความน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือสะพานไม้ที่ทอดล้อมโอบภูเขา รอบหน้าผาบ้าง วนขึ้นไปเรื่อย ๆ
          ตรงนี้ท่านจะได้สัมผัสกับทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงหน้าปกคลุมด้วยทะเลหมอก ละอองน้าที่จับอยู่ปลายยอดไม้ แต่ละกิ่งก้าน มองไปไกลลิบ ก็จะเห็นทิวเขาสุดลูกหูลูกตา เหนือคาบรรยาย
          เมื่อท่านเดินบนสะพานที่โอบล้อมเขาสลับหน้าผา จะได้พบกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้ ขอพร ตรงนี้เองที่กระผมสัมผัสได้ด้วยความศรัทธา ผมขอให้หายปวดหัวเข่าที่เป็นอยู่ก่อนมาบึงกาฬนี้ ทั้งที่แต่ละขั้นกว่าจะขึ้นมาได้ สุดแสนจะเมื่อยล้า อ่อนแรง แต่หลังจากได้กราบไหว้และขอพรแล้ว เมื่อถึงกรุงเทพฯ อาการกลับหายเป็นปลิดทิ้ง
          วัดเจติยาคีรี หรือ (วัดภูทอก) สาหรับท่านที่สนใจ จะแวะมาร่วมปฏิบัติธรรมและเยี่ยมชมความมหัศจรรย์ของการเดินรอบเขาและหินผา ควรให้ความยาเกรงต่อสถานที่ เพราะที่นี่เป็นที่สาหรับปฏิบัติกัมมัฏฐานโดยแท้จริง ไม่ควรส่งเสียงรบกวนหรือทาร้ายธรรมชาติที่มีอยู่ด้วยการทิ้งสิ่งสกปรกแต่อย่างใดโดยเด็ดขาด
มองจากด้านบนยอดเขาลงมาก็จะเห็นเจเดีย์ที่อยู่ด้านล่างได้อย่างเต็มองค์ สวยงามมาก
ลงมาด้านล่างก็สามารถจับจ่ายหาซื้อของฝากได้ที่หน้าทางเข้าซุ้มประตูวัดได้เหมือนทั่วไปครับ
 
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   
 
 
หน้าแรก ชวนเที่ยว ชวนชิม ชวนชม ชวนคุย ประชาสัมพันธ์ สาระธรรม เชิงอนุรักษ์ บันเทิง
 
copyright©2010 www.kaomadoo.com All rights reserved.