กู่กาสิงห์     


 ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด สามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-เกษตรวิสัย ทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง 47 กิโลเมตร เดินทางต่อไปตามทางหลวงสายเกษตรวิสัย-สุวรรณภูมิ ประมาณ 10 กิโลเมตร

                โบราณสถานกู่กาสิงห์นี้ ถือว่าเป็นโบราณสถานในศิลปวัฒนธรรมเขมร ตั้งอยู่ในชุมชนกู่กาสิงห์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งชุมชนกู่กาสิงห์แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของทุ่งกุลาร้องไห้

เนื่องจากมีโบราณสถานขอมถึง 3 แห่ง คือโบราณสถานกู่กาสิงห์ กู่กาสิงห์ สร้างในศตวรรษที่ 16และในชุมชนแห่งนี้ห่างกันไม่เกิน 500 เมตร ทางด้านของทิศเหนือของกู่กาสิงห์ก็มี โบราณสถานกู่โพนวิทย์ สร้างในศตวรรษที่ 17 และโบราณสถานกู่โพนระฆัง ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าไชยวรมันที่ 7 ศตวรรษที่ 18

                การที่โบราณสถานขอมอยู่ด้วยกันถึง 3 แห่ง ภายในบริเวณเดียวกันนี้ แสดงให้เห็นว่าในอดีตนี้ พื้นที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่ศูนย์กลางการปกครองในระดับอนุภูมิภาค รองจากพิมาย  ชุมชนขอมแห่งนี้ต้องมีศักยภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงสามารถมีโบราณสถานดังกล่าวได้ ตั้งอยู่ในชุมชนแห่งนี้

ชุมชนที่มาอยู่ที่นี่สมัยก่อนเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู จึงสร้างโบราณสถานเพื่อประกอบพิธีกรรม เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ให้ช่วยอยู่ดีมีสุข ให้มีฝนตกตามฤดูกาล ชาวบ้านจะได้ทำอาชีพเกษตรกร ไร่นา ได้อย่างเต็มที่ น้ำจัดว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ เกิดสัตว์น้ำ ช่วยให้พืชผักผลไม้เติบโตมีกินกันทั่วหน้า จึงเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือกันมาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน สร้างความผูกพันกับชุมชนมาโดยตลอด ชาวบ้านถึงแม้ห่างไกลถึง 10 กว่ากิโลเมตร พอถึงวันเพ็ญเดือน 5 เป็นวันที่เอาพระลง ก็จะมาทำ

พิธีสักการบูชากันทุกปี หรือเรียกว่า ประเพณี สรงกู่ เหมือนเป็นประเพณีสรงน้ำพระที่เรารู้กัน ชาวบ้านก็จะนำน้ำอบ น้ำปรุง มาสรงน้ำในช่วงเวลา บ่าย 3 โมง

มัคคุเทศก์น้อยฝึกหัด ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้อย่างดี

ภูมิปัญญาของคนในประวัติศาสตรสามารถใช้หินศิลาสร้างด้วยมือ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก

บางชุมชนสรงกันจนถึงวันเพ็ญเดือน 6 เมื่อทำพิธีเจริญพุทธมนต์แล้ว จึงนำพระพุทธรูปบูชาเก็บเข้าที่ พิธีสรงกู่ จัดเป็นประเพณีภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ได้รวบรวมชาวบ้านได้มาพบปะ พูดคุย สานสัมพันธ์เป็นขนบธรรมเนียม เกิดความรักใคร่ สามัคคีกัน

หลังจากวัฒนธรรมไสยกาย พราหมณ์ ฮินดู หมดไป ชาวชุมชนได้เข้ามาอยู่ที่กู่กาสิงห์เมื่อปี 2446 นี้ และได้ปรับพื้นที่เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนา

ชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือของชุมชนมาแสดงและจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ OTOP ฝีมือชาวบ้านกู่กาสิงห์

ข้าวหอมมะลิ ข้าวก้อง กู่กาสิงห์

เรายังได้รับการต้อนรับขับสู้ด้วยดีจากชาวบ้านชุมชนกู่กาสิงห์ จัดเตรียมสำรับอาหาร มาบริการ ทั้งส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด รสชาติอร่อยถูกใจคณะเราทุกคน

ทั้งนี้ทางโรงเรียนในสังกัด ยังได้พัฒนาส่งเสริมอาชีพ ให้นักเรียนชั้นประถมได้ฝึกทักษะ เรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์น้อย คอยให้คำแนะนำ ให้ความรู้เรื่องราวของกู่กาสิงห์ โบราณสถานแก่นักท่องเที่ยวที่มาชมกันอยู่เนือง ๆ โดยไม่มีเคอะเขิน เด็กที่มาให้คำบรรยาย เรียบร้อยทุกคน มีมารยาทงดงาม สมกับวัฒนธรรมที่มีในพื้นที่อันเป็นแหล่งรวมศิลปะโบราณสถาน สร้างความชื่นชม นิยมให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติยิ่งนัก

                มาเที่ยวกันนะครับ โบราณสถานอันเก่าแก่ที่หาดูยาก ดูหินศิลาที่นำมาก่อสร้างด้วยภูมิปัญญาของคนโบราณนำมาเรียงกันเป็นชั้น ได้อย่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ .

ขอขอบคุณ           

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการท่องเที่ยว คุณปัญญา ไกรทัศน์
  อำนวยความสะดวก และให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ความรู้นำร่องด้านแหล่งท่องเที่ยวอีสานตอนบน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว , ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์, ท่องเที่ยวเชิงศิลปะโบราณ ,วัฒนะธรรม , ประเพณี , เชิงอนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน เรียนรู้วิถีชุมชนท้องถิ่น ศึกษาแหล่งสร้างรายได้เพื่อชุมชนลี้ยงตนเอง ตลอดจนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรของชาวบ้านอย่างแท้จริง
ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด  คุณสมศักดิ์  ขำทวีพรหม
นายกเทศมนตรีตำบลกู่กาสิงห์  จังหวัดร้อยเอ็ด คุณดุสิต  นาสุข
   
ภาพและเรื่อง โดย ฉัตรชัย แดงกะเสม
สนับสนุนข้อมูล/ประสานงาน เชาวฤทธิ์ อู่คล้าย
   
   
   
 
 
หน้าแรก ชวนเที่ยว ชวนชิม ชวนชม ชวนคุย ประชาสัมพันธ์ สาระธรรม เชิงอนุรักษ์ บันเทิง
 
copyright©2010 www.kaomadoo.com All rights reserved.