เยือนเมืองพระยาแล จังหวัดชัยภูมิ

                ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ ขึ้นรถม้านำขบวนเดินทางเข้าสู่พิธีเคาะประตูเมืองเหมือนเช่นเคย โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคอยต้อนรับเมื่อท่านรัฐมนตรีมาถึง และส่งสัญญาณเคาะ “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ตรงตามคอนเซ็บท์ก๊อกแก๊กทัวร์ขอบอกว่า ณ เวลานี้ ท่านรัฐมนตรีของเราทำอะไรดูดีไปหมดเสียจริง ๆครับ ทั้งวิสัยทัศน์ ที่แสดงออกด้วยนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นเม็ดเงินก้อนโตที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยและให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

                จังหวัดชัยภูมิ ถือเป็นจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกแห่งที่เป็นเป้าหมายการตั้งใจและมุ่งเป้ามาเยือนในโครงการ ก๊อกแก๊กทัวร์ อันเนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวอย่างมากมายที่คนไทยบางท่านอาจลืมไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทศิลปะ วัฒนะธรรม โบราณสถาน อุทยานแห่งชาติ ผ้าไหม ผลไม้ อาหารพื้นบ้านที่ผลิตจากธรรมชาติ และที่พลาดไม่ได้ที่นักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงต้องมา เยือนอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแลอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าเมืองคนแรกของชาวชัยภูมิ

                จังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ตรงบริเวณใจกลางของประเทศไทย บนขอบที่ราบสูงของอีสานด้านทิศตะวันตก ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานลางถึง  631 ฟุต มีพื้นที่ประมาณ 12,778,287 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,986,429 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของภาค และคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของพื้นที่ประเทศไทย
มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลำดับที่ 7 ของประเทศ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ประมาณ 342 กิโลเมตร
ลักษณะภูมิประเทศ  ทั่วไปประกอบด้วยป่าไม้ ภูเขา และที่ราบสูงบริเวณตอนกลางของจังหวัดเป็นที่ราบ มีพื้นที่ป่าไม้ และเทือกเขาเรียงรายจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ประกอบด้วยเทือกเขาที่สำคัญเช่น ภูอีเฒ่า ภูแลนคา และภูพังเหย

สามารถแบ่งภูมิประเทศของจังหวัดชัยภูมิออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ พื้นที่ราบในฝั่งแม่น้ำ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 0-200 เมตร ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำชี ในอำเภอเมือง อำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจัตุรัส อำเภอคอนสวรรค์ บริเวณนี้ จะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง บริเวณพื้นที่ลูกคลื่นลอนต่ำอยู่ตอนกลางของพื้นที่จังหวัด เป็นแนวยาวทางทิศเหนือ – ใต้ตามแนวเทือกเขาดงพญาเย็นมีความสูงประมาณ 200-300 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางได้แก่ พื้นที่บางส่วนใจเขตอำเภอเมือง อำเภอจัตุรัส อำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอบ้านเขว้า อำเภอคอนสวรรค์ พื้นที่สูงและภูเขาส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ลอนลึกและภูเขาในเขตเทือกเขาดงพญาเย็น มีความสูงตั้งแต่ 500– มากกว่า 1,000เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ได้แก่ พื้นที่บางส่วนของ อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอคอนสาร อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อำเภอภูเขียว อำเภอแก้งคร้อ และบริเวณพื้นทีตอนเหนือของอำเภอเมือง

ภายในบริเวณงานการต้อนรับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จัดแสดงด้วยผลไม้ประจำท้องถิ่นมากมายหลากหลายรสชาติ หลากหลายด้วยสีสัน ซึ่งบรรจงคัดสรรมาอย่างดีเพื่อศักดิ์ศรีของชาวชัยภูมิ

                ประวัติเมืองชัยภูมิชัยภูมิ เป็นเมืองเก่าแก่มาแต่สมัยขอมเรืองอำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ ซื่อถือว่าเป็นเมืองผ่านของขอมที่ขยายอาณาเขตเข้ามาในไทย  หลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่คือ ปรางค์ศิลาหลายแห่ง เช่น ปรางค์กู่ พระธาตุหนองสามหมื่น พระธาตุกุดจอก เป็นต้น  ทำให้เราทราบว่าเมืองชัยภูมิมีประวัติการจัดตั้งชุมชนมาตั้งแต่ครั้งสมัยทวารวดี
                สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองชัยภูมิปรากฏในทำเนียบแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า เป็นเมืองขึ้นกับเมืองนครราชสีมา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2360
                นายแล เดิมเป็นคนเวียงจันทน์ ชื่อ ท้าวแล รับราชการอยู่ในวังทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงราชบุตรของเจ้าอนุวงศ์ ราวปี พ.ศ. 2360 ไม่ปรากฏเหตุใด ท้าวแลออกจากราชสำนักอพยพครอบครัวและสมัครพรรคพวกประมาณร้อยกว่าคนเศษ ข้ามโขงเดินทางพำนัก ณ เมืองหนองบัวลำภู จากนั้นหาที่ใหม่ บ้านน้ำขุ่น หนองอีจาน ลำตะคลอง บ้านชีลอง อำเมือง จังหวัดชัยภูมิ

                  ท้าวแล เป็นผู้มีความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต และมีบุคลิกพิเศษกว่าคนอื่น ๆ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าปกครอง และมิได้ลืมบุญคุณเจ้านายเดิม จึงรวบรวมเครื่องบรรณาการ ไปถวายเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ท่านเห็นความดีความชอบจึงโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็น “ขุนภักดีชุมพล”
                  ปี 2365ท่านอพยพตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ระหว่างหนองปลาเฒ่า กับหนองหลอดมีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะตั้งเมืองใหญ่ ชื่อบ้านหลวง ต่อมาขุนภักดีชุมพลไม่ยอมส่งส่วยให้ทางเวียงจันทน์อีก เพราะเห็นว่าเวียงจันทน์ก็เป็นประเทศราชประเทศสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จึงเข้าหาเจ้าพระยานครราชสีมา อาสาส่งส่วยทูลเกล้าให้ทางกรุงเทพฯ  ถวายในรัชกาลที่ 3
                  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านหลวงขึ้นเป็น เมืองชัยภูมิ ตั้งให้ขุนภักดีชุมพล เป็นพระยาภักดีชุมพล (แล) เจ้าเมืองชัยภูมิคนแรก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมศักย์ ภูรีศรีศักดิรับไม้พร้อมเคาะกระบอกหน้าประตูเมืองชัยภูมิ เพื่อทำพิธีเปิด 3 ครั้ง “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดประตูต้อนรับเสียงดัง “แก๊ก”  นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ก๊อก แก๊ก ทัวร์

นายพรศักดิ์  เจียรณัย  ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ  พร้อมคณะกล่าวสวัสดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมศักย์ ภูรีศรีศักดิที่มาเยือนในครั้งนี้

                ปี 2369 เจ้าอนุวงศ์และราชบุตร คิดกบฏบุกยึดหัวเมืองต่าง ๆ  โดยกวาดต้อนชาวเมืองนครราชสีมาไปยังเมืองเวียงจันทน์ หลอกว่าเดินทัพผ่านมาเพื่อช่วยกรุงเทพรบกับอังกฤษ จนยึดเมืองราชสีมาได้ ต่อมาความแตกเมื่อถึงทุ่งสัมฤทธิ์ คุณหญิงโมภรรยาเจ้เมืองนครราชสีมา ได้ลุกฮือต่อสู้ ฝ่ายพระยาแลภักดีชุมพลพร้อมชาวเมืองสี่มุม ได้ยกทัพออกไปช่วยรบกับเจ้าอนุวงศ์จนแตกพ่าย เจ้าสุธิสาร ราชบุตรเขย ล่าถอยมายึดเมืองชัยภูมิ เมืองภูเขียว เป็นด่านสุดท้ายต่อต้านกองทัพกรุงเทพฯ และได้จับพระยาภักดีชุมพล ท่านยอมหั้บไม่ขัดขืนเพราะมีกำลังน้อยกว่า และไม่ ต้องการให้ไพล่พลตนต้องล้มตาย ทหารเจ้าอนุวงศ์จึงประหารชีวิต ณ บริเวณใต้ต้นมะขามใหญ่ ริมหนองปลาเฒ่า ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าพ่อพญาแลในปัจจุบัน
                ประชาชนในครั้งนั้นได้ยกย่องเชิดชูให้ขนานนามพระยาภักดีชุมพล (แล) ว่า “เจ้าพ่อพญาแล” หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ตั้งแต่นั้นมา

                คณะต้อนรับจากผู้ร่วมการแสดงในชุดต่าง ๆ เช่น รำวงสาวบ้านแต้   การแสดงของชนเผ่าญัฮกุร (ญะ– กรุ่น)  การบรรเลงเพลงโดยวงแคนยาวที่สุดในโลก

                อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล   ประดิษฐานที่วงเวียนศูนย์ราชการ ทางเข้าตัวเมืองชัยภูมิ ชาวเมืองชัยภูมิได้ร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระยาภักดีชุมพล (แล) ผู้ก่อตั้งเมือง ซึ่งชาวชัยภูมิทั้งหลายเรียกท่านว่า “เจ้าพ่อพญาแล”

                        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมศักย์ ภูรีศรีศักดิจุดธูป เทียน สักการะอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล   “เจ้าพ่อพญาแล” พร้อมถวายพวงมาลาต่อองค์ท่าน

                ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั่วไป มีความเชื่อ และศรัทธาต่อองค์อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล   “เจ้าพ่อพญาแล”ณ ที่นี้เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าได้จุดธูป เทียน สักการบูชา อธิษฐานขอพรในเรื่องหน้าที่การงาน ความสำเร็จ ชัยชนะ สุขภาพ จะได้รับความสำเร็จสมหวังกลับไปหรือหลังจากกลับไปแล้วทั้งสิ้น

                คณะการแสดงบรรเลงเพลงโดยวงแคนที่ยาวที่สุดในโลก เป็นการแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมของชาวชัยภูมิ ถือเป็นวงดนตรีแคนของชาวอีสานที่แสดงและบรรเลงได้ไพเราะ บทเพลงที่บรรเลงสื่อความหมายถึงความเป็นอยู่ อารยธรรมอันเก่าแก่ของคนชัยภูมิ

                การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่แสดงถึงตัวตนของชาวชัยภูมิอย่างชนเผ่าญัฮกุร (ญะ-กรุ่น)  โดยมีการเล่าเรื่องถึงประเพณีความเป็นอยู่  ชุดเสื้อผ้าดูสีสันสดใส เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดชัยภูมิ ได้แวะขึ้นภูดูวิถีวัฒนธรรมมอญโบราณ ที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ท้องถิ่น
                คำว่า ญัฮ แปลว่า "คน" คำว่า กุร แปลว่า "ภูเขา" ชนกลุ่มนี้เป็นคนที่อาศัยอยู่ในป่าบนภูเขา แต่เดิมชาวญัฮกุรเป็นพรานป่า มักย้ายถิ่นที่อยู่ไปเรื่อยๆ เคยอาศัยอยู่ในป่าแถบเทือกเขาพังเหย ซึ่งมีอาณาบริเวณคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา อยู่ตรงบริเวณใจกลางของประเทศไทย โดยอยู่บนขอบที่ราบสูงโคราช และพื้นที่สูงในจังหวัดชัยภูมิ ที่ต่อกับภาคเหนือและต่อกับจังหวัดลพบุรี ปัจจุบันชาวญัฮกุร อาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ ที่อำเภอเทพสถิต คือ บ้านวังอ้ายโพธิ์ บ้านวังอ้ายคง บ้านน้ำลาด บ้านเสลี่ยงทอง บ้านไร่ บ้านวังตาเทพ บ้านท่าโป่ง บ้านโคกสะอาด บ้านสะพานหิน บ้านวังกำแพง ฯลฯภาษาที่ญัฮกุรใช้เป็นภาษาเดียวกับภาษามอญโบราณที่ปรากฏอยู่ในจารึกสมัยทวารวดีเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว จึงน่าเชื่อได้ว่า ชาวญัฮกุร น่าจะเป็นลูกหลานของคนสมัยทวารวดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นกลุ่มคนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่เดียวในเอเชียอาคเนย์ และเป็นกลุ่มสุดท้ายในโลกใบนี้ ที่มีวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่เดิมชาวญัฮกุรมีอาชีพทำนาข้าวกับล่าสัตว์ ปัจจุบันมีอาชีพปลูกข้าว ทำไร่พริก ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ ลูกเดือย และยาสูบ อาหารการกินทานทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว อาหารหลักคือน้ำพริกผัก มีการร้องรำทำเพลงและการละเล่น เช่น การเล่นกลองโทน การร้อง ปาเร่ เร่ (คล้ายลิเกของภาคกลาง) การเป่าใบไม้เป็นเพลง การผูกข้อมือรับขวัญ และอื่นๆ ส่วนการแต่งกาย ผู้หญิงจะสวมเสื้อพ็อก หรือภาษาไทยเรียกว่า เสื้อเก๊าะ โดยใช้เย็บด้วยมือทั้งตัว ส่วนผ้านุ่งนิยมเป็นผ้าสีสดๆ ทุกสี คนขาวจะนุ่งสีเขียว ส่วนคนดำจะนุ่งสีม่วง สีแดง วิธีนุ่งแบบมีชายพกด้านข้าง ถ้าเวลาจะไปวัดหรืองานพิธีต่างๆ ก็จะมีผ้าคล้องคอ ทรงผมจะเกล้ามวย ใส่เครื่องประดับกำไลเงิน สร้อยคอเงิน และต่างหูที่ทำด้วยไม้ติดกระจกด้านหน้า หรือทำด้วยโลหะ

                ปัจจุบันชาวบนนับถือศาสนาพุทธ  เชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณ ชาวบนนิยมแต่งงานในหมู่พวกเดียวกัน การละเล่นมีการเป่าใบไม้ซึ่งบางครั้งจะเป่าเป็นสัญญาณเรียกหากัน มีการเล่นเพลงพื้นบ้านเรียกว่า กระแจ๊ะ หรือ ปะเรเร เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย-หญิง ฝ่ายหญิงเป็นผู้ตีโทนให้จังหวะ เนื้อหาเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว

                ประเพณีชาวบนมีประเพณีสงกรานต์ ประเพณีกระแจ๊ะหอดอกผึ้ง ประเพณีแห่พระและจุดพลุ ประเพณีแต่งงาน ชาวบนไม่รู้จักกรรมวิธีการทอผ้า แต่จะปลูกฝ้ายเพื่อไปแลกกับผ้าทอของคนกลุ่มไทย และลาว ปัจจุบันชาวบนแต่งกายเหมือนคนไทยทั่วไป
                ฟ้อนผีฟ้า นิยมจัดเป็นงานประจำปีในเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) ลักษณะความเชื่อเป็นการเซ่นสรวงต่อผีฟ้า "พญาแถน" หรือ เทวดา ที่สถิตอยู่บนท้องฟ้าเพื่อขอความเป็น สิริมงคลอัญเชิญท่านเข้าร่างทรงให้ลงมาช่วย ปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยแก่ชาวบ้านที่มา ชุมนุมในพิธีนอกจากนี้เพื่อเชิญเจ้าเข้าทรงรักษาอาการเจ็บไข้ของผู้ป่วยเป็นรายๆไป
                พิธีกรรมผู้ฟ้อนผีฟ้ามีทั้งชายและหญิง เป็นผู้สูงอายุ แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง แบ่งเป็นกลุ่มๆ ละ 14-15 คนคนเป่าแคนหนึ่งคน เมื่อพร้อมจะนำเครื่องเซ่นได้แก่หมากเบ็ง หรือพานบายศรี ดอกไม้ธูปเทียนผ้าไตรจีวรแป้งหอม น้ำอบไทยอาหารคาว-หวานซึ่งประกอบด้วยข้าวเหนียว ไข่ต้ม และของกินพื้นเมืองนำไปตั้งบูชานำดาบที่สะพายติดตัวมา 3-4 เล่มวางรวมกัน จุดธูปเทียนผู้นำทำพิธีเป็นแม่ใหญ่หรือคุณยายซึ่งเรียกว่าหมอทรง หรือนางทรง หรือนางเทียม นำสวดมนต์อาราธนาศีลรับศีลห้ากล่าวขอขมาลาโทษที่รบกวนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขออัญเชิญเจ้าผู้เป็นใหญ่ให้มาเข้าทรง เอาแป้งโรยไปบนเครื่องเซ่น แจกแป้งหอมและน้ำอบไทยทากันทั่วทุกคน การฟ้อนรำแบบง่ายๆ ต่างคนต่างรำบางคนกระทืบเท้าให้จังหวะ ตามเสียงแคน โดยฟ้อนเป็นวงกลมเวียนไปทางขวามือของหมอแคน คนฟ้อนจะหยุดเมื่อแคนหยุดเป่า และจะเดินไปกราบที่เจ้าพ่อพระยาแล เป็นการเซ่นสรวงต่อผีฟ้า"พญาแถน"หรือเทวดาที่สถิตอยู่บนท้องฟ้าเพื่อขอความเป็นสิริมงคลอัญเชิญท่านเข้าร่างทรงให้ลงมาช่วยปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยแก่ชาวบ้านที่มาชุมนุมในพิธี

                การละเล่นพื้นบ้านการวิ่งขาโถกเถก อุปกรณ์และวิธีการเล่น อุปกรณ์ ไม้ไผ่กิ่ง 2 ลำ ถ้าไม่มีก็เจาะรูแล้วเอาไม้อื่นๆ สอดไว้เพื่อให้เป็นที่วางเท้าได้ วิธีการเล่นผู้เล่นจะเลือกไม้ไผ่ลำตรงๆที่มีกิ่ง 2 ลำที่กิ่งมีไว้สำหรับวางเท้าต้องเสมอกันทั้ง 2 ข้างผู้เล่นขึ้นไปยืนบนแขนงไม้ เวลาเดินยกเท้าข้างไหนมือที่จับลำไม้ไผ่ก็จะยกข้างนั้น ส่วนมากเด็กๆที่เล่นมักจะมาแข่งขันกันใครเดินได้ไวและไม่ตกจากไม้ถือว่าเป็นผู้ชนะ
                โอกาสที่เล่น การวิ่งขาโถกเถก ถือเป็นการละเล่นที่เล่นได้ทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้วยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายบริหารส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี เดิมผู้ที่ใช้ขาโถกเถกเป็นชายหนุ่มไปเกี้ยวสาว เสียงเดินจากไม้เมื่อสาวได้ยินก็จะมาเปิดประตูรอ เพื่อพูดคุยกันตามประสาหนุ่มสาว หรือบ้านสาวเลี้ยงสุนัขไม้โถกเถกยังเป็นอุปกรณ์ไล่สุนัขได้

การแสดงชุดรำวงสาวบ้านแต้

                รูปแบบการแสดงชุด “Welcome to chaiyaphum(มหัศจรรย์สาวบ้านแต้)”
โรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ลักษณะการแสดงเป็นการแสดงแบบ “นาฏศิลป์ร่วมสมัย” ประมาณ ๑ – ๒ นาที โดยแบ่งการแสดงออกเป็น ๒ องค์ คือ
องค์ที่ ๑ เป็นการแสดงการร่ายรำของดอกกระเจียวกับสายหมอก ประมาณ ๑ – ๒ นาที
องค์ที่ ๒ เป็นการแสดงการร่ายรำของกินรี ที่ออกมาร่ายรำกับหมู่ดอกกระเจียว ประมาณ ๑ – ๓ นาที

รูปแบบการแสดงชุด “สาวบ้านแต้” โรงเรียนเกษตรสมบูรณ์วิทยาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ

                ลักษณะการแสดงเป็นการแสดงแบบ “นาฏศิลป์พื้นบ้านร่วมสมัย” ประมาณ ๓ นาที โดยแบ่งการแสดงออกเป็น ๒ องค์ คือ
องค์ที่ ๑ เป็นการแสดงการร่ายรำของหมู่ดอกกระเจียว ประมาณ ๑ นาที
องค์ที่ ๒ เป็นการแสดงการร่ายรำของสาวบ้านแต้ขี่จักรยาน ที่ออกมาร่ายรำกับหมู่ดอกกระเจียว ประมาณ ๑ – ๒ นาที

บทเพลง สาวบ้านแต้

                                                                                                                ประพันธ์โดย ธรรมนูญ แสงรังษี
สร้อย
(ช/ญ) เดือนสามนกกาเหว่ามันฮ้อง ยูงทองมันมาฮ้องไหว้วอน
                จากไปสวีวี่วี จากไปสวีวี่วีถ้าบุญเฮามีคงจะได้เจอกัน
ถ้าบุญเฮามีคงจะได้เจอกัน
(ญ) จากไปตั้งแต่วันตี้ห้า วันตี้ห้าเดือนกันยายนพอศอสองสี่เก้าเก้า
พอศอสองสี่เก้าเก้า เจ้าสิอ่งไล่เด้อเฮ็ดเป้อเซ่อคือกระด้งฟัดข้าว
เจ้าสิฮ่องไล่แนสาวบ้านแต้ขี่สักขะยาน สาวบ้านแต้ขี่สักขะยาน
(ช) จดหมายไปสองฉบับได้ฮับ หรือเปล่าคนดีจากไปสวีวี่วี จากไปสวีวี่วี
ถ้าบุญฉันมีคงจะได้เชยชม ถ้าบุญฉันมีคงจะได้เชยชม (ซ้ำ สร้อย)
(ช) สายัณห์ตะวันแล่ ๆ สาวบ้านแต้ขี่สักขะยาน
ขี่ไปทุกถิ่นสถานขี่ไปทุกถิ่นสถาน
ขี่รถสักขะยานไปกับฉันไหม เธอขี่สักขะยานไปกับฉันไหมเธอ
(ญ) เสียใจบ้านอยู่ไกลไปหน่อยกล้วยอ้อยเป็นแต่ป่าสอนลอน
ขี่ไปจนหัวเข่าเหนื่อยอ่อนขี่ไปจนหัวเข่าเหนื่อยอ่อน
เป็นป่าสอนลอนคือเกษตรสมบูรณ์เป็นป่าสอนลอนคือเกษตรสมบูรณ์
                * บทเพลงข้างต้น คงจะเป็นที่คุ้นหูของคนไทยเป็นอย่างดี เป็นบทเพลงที่สะท้อนภาพชีวิตของคนในชนบทได้อย่างไพเราะ และสวยงาม บทเพลงนี้แม้ว่าจะประพันธ์เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐ เศษ ๆ แต่ยังคงเป็นอมตะ และยังคงได้รับความนิยมเสมอมาจวบจนปัจจุบัน
                เนื้อหาของเพลงได้บรรยายถึงธรรมชาติที่งดงาม ถึงวิถีชีวิตของคนเกษตรสมบูรณ์ได้อย่างสมบูรณ์ อำเภอเกษตรสมบูรณ์เป็นเมืองเก่าแก่ มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนาน มีโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเก่าแก่ มีพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง มีทรัพยากรป่าไม้ ภูเขา ที่อุดมสมบูรณ์ มีบุคคลสำคัญที่ชาวเกษตรสมบูรณ์เคารพเทิดทูน รวมถึงมีวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเกษตรสมบูรณ์ตลอดมา

ช่วงเย็นชาวชัยภูมิได้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะผู้มาเยือนของรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารวมทั้งสื่อมวลชน มีการแสดงดนตรีบนเวทีอย่างยิ่งใหญ่ อาหารที่นำมาจัดเลี้ยงเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวชัยภูมิ ที่ขาดไม่ได้คือ “หม่ำ” ของขึ้นชื่อของที่นี่

                ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมศักย์ ภูรีศรีศักดิและคณะรวมทั้งสื่อมวลชน ได้นั่งชมกีฬา ตีคลีไฟ ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้านหนึ่งเดียวในโลกของชาวบ้านหนองเขื่อง ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายพรศักดิ์ เจียรณัย ภาคภูมิใจในการนำเสนอเป็นอย่างมาก

ลูกคลีที่นำมาตี  ทำมาจากไม้นุ่น หรือไม้จากต้นงิ้วที่แห้งแล้ว หั่นเป็นท่อนขนาด 10-15 เซนติเมตร แล้วนำไปเผาไฟ เพื่อตีแข่งขันกัน ส่วนไม้ตี ใช้เหง้าไม้ไผ่ที่ตรงปลายงอมีด้ามยาวประมาณ 1 เมตร เป็นไม้ตี โดยแบ่งเป็น 2 ข้าง ๆ ละ 7 – 11 คน กำหนดเวลาการแข่งขันคล้ายกับกีฬาฮ๊อกกี้ เป็นที่สนุกสนาน ซึ่งนิยมเล่นในช่วงงานบุญออกพรรษา  และท่านรัฐมนตรีก็เปิดประเดิมตีโชว์ด้วยความแม่นยำอย่างกับจับวาง

                การเดินทาง
                รถยนต์     เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านรังสิต – วังน้อย พอถึงสามแยกจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวา ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 201  ผ่านอำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด เข้าสู่อำเภอด่านขุนทด เข้าสู่อำเภอจัตุรัส ถึงตัวจังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทางประมาณ 342 กิโลเมตร
                เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ เดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน)  ผ่านจังหวัดสระบุรี ถึงพุแค แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ถึงอำเภอชัยบาดาล (ลำนารายณ์) เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 205  (ถนนสุรนารายณ์) ผ่านอำเภอลำสนธิ และเข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ ที่ช่องสำราญ ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต เมื่อถึงอำเภอเทพสถิตสามารถเดินทางไปยังตัวจังหวัดได้ 2 เส้นทาง คือ ส้นทางที่ 1 จากตัวอำเภอเทพสถิต เดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 205 จนถึงบ้านหนองบัวโคก แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 201  ผ่านอำเภอจัตุรัสจนถึงตัวจังหวัดชัยภูมิ ระยะทางประมาณ 107  กิโลเมตรและอีกเส้นทางหนึ่ง จากอำเภอเทพสถิต เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2354 ผ่านอำเภอซับใหญ่ เลี้ยวซ้ายไปอำเภอหนองบัวระเหว ถึงอำเภอหนองบัวระเหว เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 225 ผ่านอำเภอบ้านเขว้า เข้าสู่ตัวเมืองชัยภูมิ ระยะทางประมาณ 103 กิโลเมตร
                เส้นทางที่ 3 จากจังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ – ขอนแก่น) ผ่านตำบลจอหอ เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 205  ผ่านอำเภอโนนไทย ตรงไปจนถึงสี่แยกตำบลหนองบัวโคก อำเภอจัตุรัส เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 201 เข้าสู่จังหวัดชัยภูมิ รวมระยะทาง 119 กิโลเมตร
                รถโดยสารประจำทาง        บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถกรุงเทพฯ – ชัยภูมิ ทุกวัน สอบถามได้ที่สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 โทร. 02-936-2852-66 , 02-272-5228 , 02-272-5852 และแอร์ชัยภูมิ กรุงเทพฯ โทร. 02-272-5260 หรือที่ จังหวัดชัยภูมิ โทร.044-811-556
                รถไฟ     จากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) มีรถด่วน รถเร็ว กรุงเทพฯ – หนองคาย บริการทุกวัน โดยลงที่สถานีบัวใหญ่ จากนั้นสามารถต่อรถโดยสาร ประจำทางที่สถานีเดินรถไปอีก 51 กิโลเมตร สอบถามได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 02-225-0300 , 02-255-6964

ขอขอบคุณ  
กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

คุณสมศักย์  ภูรีศรีศักดิ

ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

นายพรศักดิ์ เจียรณัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คุณสมฤดี ชาญชัย ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

คุณสามพร  มณีไมตรีจิต ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดชัยภูมิ

 
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตาดโตน จ.ชัยภูมิ

คุณนพวงศ์  พฤษชาติ

เทศบาลตำบลบ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ
อำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สนท.)
พนักงาน/มัคคุเทศ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด

 
ภาพ/เรื่องโดย       

ฉัตรชัย แดงกะเสม

สนับสนุนข้อมูล เชาวฤทธิ์  อู่คล้าย

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนเรื่อง เรื่อง ชนเผ่าญัฮกุร (ญะ-กรุ่น)   ประเพณี , การละเล่นพื้นบ้าน  จาก วิกิพีเดีย

 
คู่มือท่องเที่ยวชัยภูมิ  
ข่าวสารชัยภูมิ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ
ถนนบรรณาการอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000
http://pr.prd.go.th/chaiyaphum            Tel-Fax 044-822502
   
   
   
   
   
   
   
 
 
หน้าแรก ชวนเที่ยว ชวนชิม ชวนชม ชวนคุย ประชาสัมพันธ์ สาระธรรม เชิงอนุรักษ์ บันเทิง
 
copyright©2010 www.kaomadoo.com All rights reserved.